หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- โปรไฟล์PORTFOLIO
- เเบบฝึกคิด
- หน้าที่รับผิดชอบ
- เด็กน้อยในใจฉัน
- ดอกไม้ในใจฉัน
- เเบบฝึกหัดเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการ
- กลุ่มที่ 1การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย
- กิจกรรมนำเสนอกิจกรรมทั้ง 11 กลุ่ม
- การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน
- กรณีศึกษา
- เรียนออนไลน์
- แบบฟอร์แบบฟอร์มการประเมิน BLOG
วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 12
ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา อารีสัณหฉวี (อารีสัณหฉวี. 2535; อ้างงอิงจาก Gardner. 1983) กล่าวว่า เมื่อปี ค.ศ. 1904 ( พ.ศ.2447) ทฤษฎีพหุปัญญาไม่เพียงแต่จะอธิบายถึงลักษณะของปัญญาทั้ง 8 ด้าน เท่านั้นแต่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับปัญญาเหล่านี้คือ 1. คนทุกคนมีปัญญาทั้ง 8 ด้าน เพียงแต่ว่าจะมากน้อยด้านใดคนส่วนใหญ่มักจะมีสูงเพียง 1-2 ด้าน เท่านั้น ส่วนด้านอื่น ๆ จะไม่สูงมากนัก 2. คนทุกคนสามารถพัฒนาปัญญาแต่ละด้านให้สูงขึ้นถึงขั้นระดับที่ใช้การได้ถ้ามีการให้กําลังใจ มีการฝึกฝนอบรมและการได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย3. ปัญญาด้านต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ยกเว้นกรณีที่มีความพิการทางสมอง4. ปัญญาแต่ละด้านจะมีการแสดงความสามารถหลายอย่าง เช่น บางคนไม่มีความสามารถทางด้านการอ่าน แต่มีความสามารถเล่าเรื่องได้เก่งและใช้ภาษาพูดได้คล่องแคล่ว
แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีพหุปัญญา เมื่อปี ค.ศ.1904 กระทรวงศึกษาในกรุงปารีสได้ให้นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่ออัลเฟรด บิเนท์ (ธีระศักดิ์กอง ทรัพย์, 2543:16 อ้างถึงใน Alfred Binet ) และคณะทำการพัฒนาเครื่องมือ โดยกำหนด นักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการสอบตกเพื่อหาทางแก้ไข จากการพัฒนาเครื่องมือทำให้เกิดแบบทดสอบเซาว์ ปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หลายปีต่อมาจึงแพร่หลายเข้าในสหัสรัฐอเมริกและใช้กันอย่างแพร่หลายจน เป็นที่รู้จักกัน
ประเภทของพหุปัญญา 1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) 2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) 3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) 4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) 5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) 6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence) 7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence) 8. ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) 9. ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)
หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยการบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา การประเมินผลพัฒนาการเด็กหมายถึงการนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุปเพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคลและจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น แบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียน และผลงานต่าง ๆแบบทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า 1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม 1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด 2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน 3.การตีความแปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลักในการบันทึกการสังเกต
หลักในการบันทึกการสังเกต 1.การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง ๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย 2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง 3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 11
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาจากคําว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ หมายถึงความชํานาญ ความคล่องแคล่ว และความแม่นยํา กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้หาความรู้ และหาคําตอบในสิ่งที่สงสัย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชํานาญ ความคล่องแคล่ว ความแม่นยําของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาความรู้หรือหาคําตอบ ในสิ่งที่สงสัยในขณะที่มีการค้นคว้าหาความรู้ ตามขั้นตอนของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทําการศึกษาค้นคว้าต้องมีการปฏิบัติและฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สําหรับเด็กปฐมวัย ตามความคิดเห็นของนักการศึกษา พอสรุปได้ว่า ทักษะที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยมีดังนี้
1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการจําแนกประเภท
3. ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
4. ทักษะการสื่อความหมาย
5. ทักษะการลงความเห็น
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 10
Leeper (1984 อ้างใน นิตยา ประพฤติกิจ, 2541: 3 ) จากกล่าวถึงทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์
สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสถานการณ์ในชีวิตประจําวันของเด็กเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อีกทั้งยัง ต้องอาศัยกิจกรรมคณิตศาสตร์โดยเฉพาะด้วยโดยมีการวางแผนและการเตรียมการอย่างดีของครูเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข Taylor (1985 อ้างใน นิตยา ประพฤติกิจ, 2541: 2) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจําวันที่สําคัญ ครูปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิด ค้นคว้าแก้ปัญหา และ เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมกับเด็ก แต่ความสามารในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กด้วย
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 9
เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอกลุ่มที่ 9ปัญญา : ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน) = การรู้หนังสือขั้นต้น
สรุปองค์ความรู้
การประเมินพัฒการด้านสติปัติ ญปั ญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย
ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา ภาษามีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทํา ให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้างจินตนาการ ในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนากรถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทํา การทดลองให้สมองและทํา ได้เร็วกว่าการ จัดกระทํา กับวัตถุนั้นจริง ๆ
ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้ 1. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี รู้จักเชื่อมโยงคํา พูดกับการกระทํา ชอบฟังคํา ช้ํา ๆ เสียงสูงๆ ต่ํา ๆ รู้ว่าทํา ต่าง ๆเป็นสัญลักษณ์ขณ์ องวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคํา ใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ 2. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสํา รวจสิ่งต่าง ๆรอบตัวเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น 3.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สํา รวจสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้ 4. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆด้วยการจํา แนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า 5. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี ด้านสติปัญญาสามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อ นามสกุลและอายุของตนเอง
ความสําคัญของภาษาสําหรับเด็กปฐมวัยภาษา มีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทํา ให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้างเด็กสามารถสร้างจินตนาการในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนาการถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทํา การทดลองให้สมองและทํา ได้เร็วกว่าการจัดกระทํา กับวัตถุนั้นจริง ๆ
ภาษาสํา หรับเด็กปฐมวัย 1. การฟัง 2. การพูด 3.การอ่าน 4. การเขียน
พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย ภาษาเป็นการกระทํา ที่เกิดขึ้นในตัวเด็กในรูปแบบของการคิด และในระบบของสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสํา คัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไปเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษาจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสํา หรับเด็กปฐมวัย การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สํา หรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ํา สมอต่อเนื่องตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจํา วัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับอื่นที่สูงขึ้นเนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติในการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่นการประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินที่เหมาะสมสํา หรับเด็กปฐมวัย
ประเภทการวัดและการประเมิน 1. การทดสอบ (testing) ในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีกรประเมินรวบรวมข้อมูลอย่าง เป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัดออกมาเป็นคะแนน 2. การวัด (mcasurcment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลข เป็นการกํา หนดเซตของจํา นวน 3. การประเมินผล (evasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการที่ต่อมาจากการวัด แล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์ 4. การประเมิน (assessment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นน้ การใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมาย ในการมองความก้าวหน้าน้และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
วิธีการประเมินผล วิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่ 1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทํา กิจกรรม 2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์ 3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียนโดยผ่านสมุดรายงรนพฤติกรรม 4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ 5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทํา กิจกรรมของเด็ก 6. การสนทนา โต้ตอบคํา ถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม 7. การนํา เสนอผลงานหน้าน้ชั้นเรียน 8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน 9. การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มฟ้ สะสมผลงาน (Portfolio)
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสําหรับเด็กปฐมวัย การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยครูสามารถเก็บรวบรวมทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กได้จากเหตุการณ์ที่ณ์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจํา วันและจัดสถานที่จะทํา ให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ต้อง การประเมินอย่างสอดคล้องและเหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวสามารถดําเนินการดังนี้ 1. เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โณ์ ดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยมีดังนี้ 1.1. การสังกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคํา พูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าฝ้ดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจและต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 8
เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด - 6 ปีเด็กในวัยนี้เป็นวัยแห่งการเลียนแบบทั้งกิริยามารยาท ระเบียบวินัย ภาษาและพฤติกรรมต่าง ๆ จากผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด โดยเฉพาะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กจะเริ่มสร้างความคิดรวบยอดที่เป็นรากฐานของกระบวนการทางสมองมากมาย สามารถใช้ภาษาติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์กับสังคมได้เป็นอย่างดี
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 7
วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 6
เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่6สังคม : การเล่น (ลักษณะการเล่น ระดับขั้นของการเล่น)
ความหมายของการเล่น การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่น เป็น ประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมนี้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา 1. การเล่นเป็นการระบายพดังงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ 2. การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการ ทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน 3. การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคล ที่เด็กใกล้ชิด 4. การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น
ทฤษฎีการเล่นของเด็ก การเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสที่จะอธิบายหรีอแสดงออกถึงจุดมุ่งหมาย และความต้องการของ ตนเอง ได้เรียนรู้รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นเรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่นช่วยสร้าง ความสัมพันธ์การอยู่ ร่วมกับผู้อื่นและธรรมชาติรอบตัวเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมการเรียนรู้ ครูจึง ไม่ควรมองข้ามการเล่นของ เด็กและ สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่น แบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎี คือ 1.ทฤษฎีคลาสสิก (Classic Theories) 2.ทฤษฎีโมเดิร์น (Modern Theory)
บทบาทของครูในการเล่นของเด็ก ถึงแม้ว่าการเล่นของเด็กจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ด้วยความพึงพอใจและไม่มีจุดมุ่งหมาย ครู ก็ ยังคงมีบทบาทในการเล่นของเด็ก ดังที่ชีฟิลด์และบาร์เบอร์ [Seefeldt & Barbour, 1986] ได้ให้ ข้อเสนอแนะบทบาทของครูไว้ดังต่อไปนี้ 1 .ผู้สังเกต [Observe] 2 .ผู้วางแผนหรีอผู้จัดการ [Planner Organizer] 3 .ผู้ให้คำแนะนำ [Supervisor] 4 .ผู้ประเมิน [Evoluator]
พัฒนาการเล่นของเด็กปฐมวัย นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น 4 แบบ ดังนี้ 1. การเล่นคนเดียว (Solitary Play)เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อทำความรู้จัก และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เด็กขอบเนเดียว อาจจะมีพ่อแม่หรือพี่เลียงอยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ ต้องการเพื่อนเล่น อาจมีการเฝ้าดูคนอื่นๆเล่นและนักเข้าใจว่า ของเล่นของฉันคือของ เล่นของฉัน และของเล่น ของคนอื่นก็เป็นของฉันเช่นกัน เด็กคนอื่นมาเล่นไม่ได้ 2. การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคน เดียว ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นด้วยกัน 3. การเล่นกับเพื่อน (Associative Play)เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเมื่อ อายุประมาณ 4 ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคม เพิ่มขืน เด็กในวัยนี้นักเข้าใจว่าของเล่นฉันคือของฉัน เธอสามารถเล่นได้แต่ต้องคืน ทำให้เด็กเรียนรู้การแบ่งบัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพูดคุยปรึกษากันเล่นกันได้ 4. การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative Play)พบกันเล่นแบบนี่ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ กติกา รู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผล และการแก้ปัญหาซึ่งไว้ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังคุณธรรมและกติกาทาง สังคมควบคู่ ไปพร้อมกับการเล่น
การเล่นกับพ่อแม่ เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของบ้าน และรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้เล่นกับพ่อแม่ที่คอยตามใจเสมอตัวอย่าง : เล่นต่อบล็อกไม้ ต่อภาพ ให้พ่อวาดรูปตุ๊กตา แล้วให้เจ้าหนูตัดกระดาษ เอามาเล่น สมมติ เป็นคนหรือสิ่งของต่าง ๆ ก็ได้ หรีอลองเอาเก้าอีมาต่อกันแล้วใช้ผ้าห่มคลุม กลายเป็นถ้ำหรือเต็นท์ก็สร้างความ สนุกตื่นเต้นไม่แพ้กัน
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก หลักการประเมินพัฒนาการของเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 มีดังนี้ 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก 4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น 5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ที่งใน เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็กการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขืนควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัด ประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียน
ออกเเบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง 1.เเจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนเเต่ละสัปดาห์ ...
-
การเรียนออนไลน์ครั้งที่ 1 7/11/66 สวัสดีทุกคนที่เข้ามาดูจ้า ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของเรา
-
เเบบฝึกเทคนิควิธีการประเมิน ตัวอย่างสังคมมิติ อ้างอิงจากรายงานการทำมิติสังคมมิติ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรีโดยนางสาวกมลวรรณ นุชวงษ...
-
หน้าที่รับผิดชอบกลุ่มที่1 - จัดห้องเรียน -เปิดจอเตรียมสื่อ ปิดไฟ-เช็คความเรียบร้ยก่อนออกจากห้องเรียน






























