วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566

โปรไฟล์PORTFOLIO








            



  


เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 12

เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอกลุ่มที่ 12
 ปัญญา : พหุปัญญา
 พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหา แก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองแต่ละส่วนโดยแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบ้างด้าน และด้อยในบางด้านสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา                                                                                                                    อารีสัณหฉวี (อารีสัณหฉวี. 2535; อ้างงอิงจาก Gardner. 1983) กล่าวว่า เมื่อป.. 1904 ( ..2447) ทฤษฎีพหุปัญญาไม่เพียงแต่จะอธิบายถึงลักษณะของปัญญาทั้ง 8 ด้าน เท่านั้นแต่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับปัญญาเหล่านี้คือ                                                                                                                                             1. คนทุกคนมีปัญญาทั้ง 8 ด้าน เพียงแต่ว่าจะมากน้อยด้านใดคนส่วนใหญ่มักจะมีสูงเพียง 1-2 ด้าน เท่านั้น ส่วนด้านอื่น ๆ จะไม่สูงมากนัก                                                                                                          2. คนทุกคนสามารถพัฒนาปัญญาแต่ละด้านให้สูงขึ้นถึงขั้นระดับที่ใช้การได้ถ้ามีการให้กําลังใจ มีการฝึกฝนอบรมและการได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย3. ปัญญาด้านต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ยกเว้นกรณีที่มีความพิการทางสมอง4. ปัญญาแต่ละด้านจะมีการแสดงความสามารถหลายอย่าง เช่น บางคนไม่มีความสามารถทางด้านการอ่าน แต่มีความสามารถเล่าเรื่องได้เก่งและใช้ภาษาพูดได้คล่องแคล่ว 

แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีพหุปัญญา                                                                                                  เมื่อปี ..1904 กระทรวงศึกษาในกรุงปารีสได้ให้นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่ออัลเฟรด บิเนท์ (ธีระศักดิ์กอง ทรัพย์, 2543:16 อ้างถึงใน Alfred Binet ) และคณะทำการพัฒนาเครื่องมือ โดยกำหนด นักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการสอบตกเพื่อหาทางแก้ไข จากการพัฒนาเครื่องมือทำให้เกิดแบบทดสอบเซาว์ ปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หลายปีต่อมาจึงแพร่หลายเข้าในสหัสรัฐอเมริกและใช้กันอย่างแพร่หลายจน เป็นที่รู้จักกัน    

ประเภทของพหุปัญญา                                                                                                                     1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)                                                                                        2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)                                                        3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)                                                                                4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)                                                5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)                                                                                        6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)                                                      7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence)                                                       8. ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)                                                                                       9. ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)

หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา                                                                                                  ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยการบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 


เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา                                                               การประเมินผลพัฒนาการเด็กหมายถึงการนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุปเพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคลและจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น แบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียน และผลงานต่าง ๆแบบทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า                                                                                                        1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม                                 1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด                                                                                                                 2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน                                                                                                             3.การตีความแปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลักใการบันทึกการสังเกต 

หลักในการบันทึกการสังเกต                                                                                                                 1.การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง ๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย                                                                                                                  2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง                                                      3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้


ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ




 

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 11

เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอกลุ่มที่11
 ปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สรุปองค์ความรูั้
ความหมายของพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
พัฒนาการทางด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะกระทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยการใช้
สมองได้อย่างบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ วิธีที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญา คือการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ ฝึกให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนด้วยการใช้ของเล่นเสริมด้วยอาหาร และระดับสติปัญญาของเด็กจะวัดได้จากแบบทดสอบทางจิตวิทยา

ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ (mental
processes) ที่เราใช้คิด เรียนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา และสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านภาษา
(Language Development) และพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Development)

ความหมายของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (intellectual skills) นักวิทยาศาสตร์และผู้
ที่นําวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาใช้ในการศึกษาค้นคว้า เสาะหาความรู้และแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีนักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศได้ให้ ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้คล้ายคลึงกันดังนี้
    แอนเดอร์สัน (Anderson, 1978 อ้างถึงใน ชนาพร ธีระกุล, 2541) ได้ให้ความหมายของทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ ความหมายของ
กระบวนการ คือ วิธีทางของกระบวนการในการหาความรู้ กระบวนการนี้ทําให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา
สอดคล้องกับ ปีเตอร์สัน 74 (Perterson, 1978 อ้างถึงใน ยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ, 2544) ซึ่งได้ให้
ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าหมายถึง การปฏิบัติการสืบเสาะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยการสังเกต การตั้งคําถาม การเปรียบเทียบ การสรุป หลักเกณฑ์ การสื่อความหมาย และการนํไปใช้ซึ่งสอดคล้องกับความหมายในทัศนะ ของยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ (2544 : 12) ที่ได้ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่า หมายถึง ความสามารถที่เกิดจากการปฏิบัติ
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
    วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กอายุ 3 – 6 ขวบ มิได้หมายถึงสาระทางชีววิทยา เคมี กลศาสตร์ แต่เนื้อหา
วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยคือ สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้ การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจําเป็นองค์ความรู้ การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย แต่ขณะเดียวกันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก อายุ 2 – 6 ขวบ ยังเป็นช่วงก่อนปฏิบัติการ(pre – operative stage) เด็กเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (self - centered) และมองสิ่งรอบตัวโดยเน้นที่ตัวของเด็กเอง เด็กจะรับรู้และคิดถ่ายโยงเป็นทิศทางเดียวไม่ซับซ้อน เช่น รู้สี รู้รูปร่าง โดยรู้ทีละอย่าง จะเรียนรู้สองอย่างพร้อมกันไม่ได้ หรือเอามาผนวกกันไม่ได้ ซึ่งการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนเพื่อฝึกเด็กให้บูรณาการข้อความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยให้เด็กรู้จักสังเกต ค้นหา ให้เหตุผล หรือทดลองด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้การเรียนวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยจึงต้องเริ่มจากทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต การค้นคว้าหาคําตอบ การให้เหตุผลตามด้วยการเรียนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กโดยใช้ประสบการณ์จริงและการทดลองปฏิบัติ เช่น การเรียนรู้การเจริญเติบโตของพืชด้วยการทดลองปลูกพืชสังเกตความสูงของพืช และการงอกงามของพืช เป็นต้น

หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
    ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาจากคําว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ หมายถึงความชํานาญ ความคล่องแคล่ว และความแม่นยํา กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้หาความรู้ และหาคําตอบในสิ่งที่สงสัย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชํานาญ ความคล่องแคล่ว ความแม่นยําของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาความรู้หรือหาคําตอบ ในสิ่งที่สงสัยในขณะที่มีการค้นคว้าหาความรู้ ตามขั้นตอนของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทําการศึกษาค้นคว้าต้องมีการปฏิบัติและฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สําหรับเด็กปฐมวัย ตามความคิดเห็นของนักการศึกษา พอสรุปได้ว่า ทักษะที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยมีดังนี้
1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการจําแนกประเภท
3. ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
4. ทักษะการสื่อความหมาย
5. ทักษะการลงความเห็น
6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา

5.เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม
จากขั้นศึกษาพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การจากขั้นศึกษาพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การสะสมผลงาน และการซักถาม จัดว่าเป็นขั้นศึกษาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงโดยการประเมินขณะปฏิบัติกิจกรรมโดยสังเกตจากผลงาน จากความก้าวหน้าและพัฒนาการของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ
2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม
การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา
การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป จากนั้นสรุปพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามความเป็นจริง จะช่วยให้ครู้จักและเข้าใจเด็กสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็น
3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน
แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตาม
ความสามารถตามวัยหรือไม่ โดยมีลําดับของพัฒนาการจากง่ายไปสู่ยากเมื่อนําความสามารถที่เด็กปฏิบัติได้จริงมาเทียบกับแบบประเมินช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในขั้นใดเหมาะสมกับวัยหรือไม่ โดยไม่ควรนําผลการประเมินของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน ครูต้องมีความรู้และความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สําหรับเด็ก
การจัดประสบการณ์สําหรับเด็กให้เหมาะสมกับธรรมชาติตามวัยความรู้ความสามารถและความสนใจของ
เด็กช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยหลังจากได้บันทึกข้อมูลของเด็กลงในแบบประเมินพัฒนาการแล้วผลการประเมินสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์สําหรับเด็กได้โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
ภาพกาารเข้ากิจกรรม


เเบบทดสอบก่อน


เเบบทดสอบหลัง


 

กิจกรรมน้ำเดินได้

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 10

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่10 
ปัญญา : ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์
สรุปองค์ความรู้
ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
    Leeper (1984 อ้างใน นิตยา ประพฤติกิจ, 2541: 3 ) จากกล่าวถึงทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์
สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสถานการณ์ในชีวิตประจําวันของเด็กเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อีกทั้งยัง ต้องอาศัยกิจกรรมคณิตศาสตร์โดยเฉพาะด้วยโดยมีการวางแผนและการเตรียมการอย่างดีของครูเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข Taylor (1985 อ้างใน นิตยา ประพฤติกิจ, 2541: 2) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจําวันที่สําคัญ ครูปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิด ค้นคว้าแก้ปัญหา และ เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมกับเด็ก แต่ความสามารในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กด้วย

จุดมุ่งหมายในการสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
1. ฝึกการรู้จักสังเกต
2. ฝึกการเปรียบเทียบ รูปร่าง ขนาด จํานวน และปริมาณของสิ่งของ
3. ให้เด็กเล่นสนุกกับตัวเลข
4. ให้เด็กรู้ค่าจํานวนนับ
5. ให้เด็กรู้เวลาและเหตุการณ์

แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
ในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ได้มีผู้กล่าวถึงหลักในการส่งเสริมดังนี้ คือ
1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากของจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด และ
เริ่มจากการสอนแบบรูปธรรมไปหานามธรรม
2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก
3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จํา โดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเอง หัดให้
ตัดสินใจเองโดยการถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจตอบ
4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจําวันของเด็ก เพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ
5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา:ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์

1. วิธีการวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal techniques) ได้แก่ การทดสอบชนิดต่างๆดังนี้
    1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น1.1.1 แบบปฏิบัติจริง เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้สอบแสดงพฤติกรรมโดยการกระทําหรือลงมือทําจริง
1.1.2 แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล
1.1.3 แบบทดสอบวาดภาพเป็นคําตอบ
1.1.4 แบบเลือกตอบหลายตัวเลือก
1.1.5 แบบโยงจับคู่
    1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงและตรวจสอบ วินิจฉัยจนมีคุณภาพสูง สามารถใช้ได้กว้างขวาง2. วิธีการวัดและประเมินผลแบบไม่เป็นทางการ ( Informal techniques) ได้แก่ วิธีการประเมินแบบสื่อสารส่วนบุคคล ซึ่งมีรูปแบบเน้นการสังเกตพฤติกรรมการทํากิจกรรมของเด็กใน ด้านการแสดงออก การซักถาม พูดคุย การปฏิบัติจริง วิธีการประเมินสภาพจริง และการประเมินด้วย พอตโฟลิโอ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆดังนี้
2.1 การสังเกต
2.2 การใช้การสนทนา
2.3 การสัมภาษณ์
2.4 การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล

ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ





เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 9

เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอกลุ่มที่ 9 
ปัญญา : ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน) = การรู้หนังสือขั้นต้น

 

สรุปองค์ความรู้ 

การประเมินพัฒการด้านสติปัติ ญปั ญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา                                                                                                             ภาษามีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทํา ให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้างจินตนาการ ในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนากรถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทํา การทดลองให้สมองและทํา ได้เร็วกว่าการ จัดกระทํา กับวัตถุนั้นจริง ๆ

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยมีดังนี้                                                                     1. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี                                                                                                  รู้จักเชื่อมโยงคํา พูดกับการกระทํา ชอบฟังคํา ช้ํา ๆ เสียงสูงๆ ต่ํา ๆ รู้ว่าทํา ต่าง ๆเป็นสัญลักษณ์ขณ์ องวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคํา ใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ              2. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี                                                                                                    ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสํา รวจสิ่งต่าง ๆรอบตัวเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น                                                                                                              3.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี                                                                                                    ด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สํา รวจสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้           4. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี                                                                                                  ด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกุลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆด้วยการจํา แนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า                                                                                                                                                  5. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี                                                                                             ด้านสติปัญญาสามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อ นามสกุลและอายุของตนเอง

ความสําคัญของภาษาสําหรับเด็กปฐมวัยภาษา                                                                                             มีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทํา ให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้างเด็กสามารถสร้างจินตนาการในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนาการถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทํา การทดลองให้สมองและทํา ได้เร็วกว่าการจัดกระทํา กับวัตถุนั้นจริง ๆ                                                                                                                                                    

ภาษาสํา หรับเด็กปฐมวัย                                                                                                                            1. การฟัง 2. การพูด  3.การอ่าน 4. การเขียน

พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย                                                                                                              ภาษาเป็นการกระทํา ที่เกิดขึ้นในตัวเด็กในรูปแบบของการคิด และในระบบของสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสํา คัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไปเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษาจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสํา หรับเด็กปฐมวัย                                                                   การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สํา หรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ํา สมอต่อเนื่องตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจํา วัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับอื่นที่สูงขึ้นเนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติในการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่นการประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินที่เหมาะสมสํา หรับเด็กปฐมวัย

ประเภทการวัดและการประเมิน                                                                                                                         1. การทดสอบ (testing) ในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีกรประเมินรวบรวมข้อมูลอย่าง เป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัดออกมาเป็นคะแนน                                                      2. การวัด (mcasurcment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลข เป็นการกํา หนดเซตของจํา นวน                                                                                                                        3. การประเมินผล (evasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการที่ต่อมาจากการวัด แล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์                                                                                                                                    4. การประเมิน (assessment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นน้ การใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมาย ในการมองความก้าวหน้าน้และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

วิธีการประเมินผล                                                                                                                                              วิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่                                                                                                      1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทํา กิจกรรม                                                    2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์                                                                                        3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียนโดยผ่านสมุดรายงรนพฤติกรรม                                                  4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ                                                              5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทํา กิจกรรมของเด็ก                                                                     6. การสนทนา โต้ตอบคํา ถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม                                                     7. การนํา เสนอผลงานหน้าน้ชั้นเรียน                                                                                                             8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน                                                                            9. การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มฟ้ สะสมผลงาน (Portfolio)

วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสําหรับเด็กปฐมวัย                                               การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยครูสามารถเก็บรวบรวมทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กได้จากเหตุการณ์ที่ณ์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจํา วันและจัดสถานที่จะทํา ให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ต้อง การประเมินอย่างสอดคล้องและเหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวสามารถดําเนินการดังนี้                                                                                                                                                         1. เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โณ์ ดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยมีดังนี้                                                                                                                            1.1. การสังกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคํา พูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าฝ้ดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจและต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด

ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ



 

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 8

เข้าร่วมกิจกรรมการนำสนอกลุ่มที่ 8 
 ปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

วามหมายของเด็กปฐมวัยและความสําคัญพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
    เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด - 6 ปีเด็กในวัยนี้เป็นวัยแห่งการเลียนแบบทั้งกิริยามารยาท ระเบียบวินัย ภาษาและพฤติกรรมต่าง ๆ จากผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด โดยเฉพาะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กจะเริ่มสร้างความคิดรวบยอดที่เป็นรากฐานของกระบวนการทางสมองมากมาย สามารถใช้ภาษาติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์กับสังคมได้เป็นอย่างดี

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญา
    เด็กปฐมวัยชอบพูดชอบแสดงความคิดเห็น ชอบซักถาม และแก้ปัญหา ดังนั้นสิ่งแวดล้อมจึงมีความสําคัญที่จะยั่วยุให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาความคิดความสามารถที่เกี่ยวกับสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรม ได้แก่ สามารถจําสิ่งของต่าง ๆ และเรียกชื่อได้ถูกต้องเช่น สิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว ผลไม้สัตว์ที่รู้จักของใช้ต่าง ๆ เป็นต้น สามารถจําแนกความเหมือน ความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆ ได้สามารถเรียงลําดับสิ่งต่าง ๆ ได้เราสามารถดูพัฒนาการของสติปัญญาได้โดยวิธีสังเกต พฤติกรรม องค์ประกอบที่จะทําให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อดูพัฒนาการทางสติปัญญา

ความหมายความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์(Creativity) 
    เป็นศักยภาพทางสมองที่มีอยู่ในทุก ๆ คน และเป็นสิ่งที่มีส่วน ช่วยให้เกิดอารยธรรมต่าง ๆ ขึ้นในสังคมมนุษย์ทําให้เกิดการคันพบ การประดิษฐ์อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยอํานวยความสะดวกให้กับเรา การศึกษาคันคว้าเรื่องความคิดสร้างสรรค์นั้นได้กระทํากันอย่าง แพร่หลายในรอบ20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กิลฟอร์ดได้พัฒนาทฤษฎีโครงสร้างทาง สติปัญญาขึ้นมา ซึ่งมีผู้ให้ นิยามของความคิดสร้างสรรค์ในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน ดังนี้ กิลฟอร์ด (Guilford) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าเป็นความลามารถทางสมอง ที่จะคิดได้หลายทิศทาง

ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ 
เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์แต่ระดับความคิดสร้างสรรค์ของเด็กแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ความสามารถทางด้าน
(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ
(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง
(3) กล้าเสี่ยง
(4) กล้าแสดงออก
(5) มีความคิดริเริ่ม
(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ
(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ
(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทําสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทํางานได้อย่างเหมาะสม
(9) ทํางานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ 
    มีนักการศึกษากล่าวถึงกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้Guilford (1967) กล่าวว่า คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์ต้องมีความฉับไวที่จะรับรู้ปัญหา เห็นปัญหาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ๆ ได้ง่ายมี
ความสามารถที่จะสร้างหรือแสดงความคิดเห็นใหม่ๆและปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการคิดของคนเราเป็นตามลําดับขั้น ดังนี้ 
การรับรู้และเข้าใจ (Cognition) หมายถึง ความสามารถของสมองในการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
การจํา (Memory) คือ ความสามารถของสมองในการสะสมข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้และสามารถระลึกออกตามความต้องการ
การคิดแบบอเนกนัย (Divergent Thinking) หมายถึง ความสามารถของสมองในการให้การตอบสนองที่

ความหมายของการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
    สุภาภรณ์เลื่อมกุมาร (2012) กล่าวถึง ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ว่า เป็นความคิดที่สามารถใน
การสังเคราะห์สามารถในวิเคราะห์และและมีความสามารถในนําไปปฏิบัติได้มีลักษณะเป็นความรวมความคิดหลายทางและมีลักษณะคล้ายๆกับกระบวนการแก้ปัญหามีความแตกต่างเพียงกระบวนการแก้ปัญหามีนั้นจะมี วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เด่นชัดเฉพาะเรื่องแต่กระบวนการคิดสร้างสรรค์จําเป็นที่บุคคลจะต้องรู้จักจินตนาการและถ้าขาดจินตนาการก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาทางความคิดสร้างสรรค์ได้ความคิดสร้างสรรค์ประการสําคัญผู้คิดนั้น
ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ดังนี้
1.ความสำคัญต่อตัวเด็ก
2.ความสำคัญต่อสังคม

หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
    การศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กปฐมวัยอายุ3-6 ปีดังนี้ 1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
2.การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและสรุปผลการ
ประเมินพัฒนาการของเด็ก ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกําหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดําเนินการ ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้าน
5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรม
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัย
    มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้การประเมินพัฒนาการทางค้านสติปัญญา สามารถประเมินได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ 
    1. การสังเกตและจดบันทึก เนื่องจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ เห็นได้ชัด การสังเกตและบันทึกข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางด้านความคิดการใช้เหตุผลและภาษาของเด็ก ตัวอย่างเช่น การจดบันทึกเหตุการณ์คําพูด พฤติกรรมของเด็กโดยมีขั้ตอนในการจดบันทึก 3 ขั้นตอน ดังนี้
     1.ขั้นตอนแรก เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
     2.ขั้นตอนที่สอง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
    3.ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตีความและแปลความหมาย รวมถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ ของเด็ก
2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์พูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ กันช่วยให้ครูเข้าใจ
กระบวนการคิด ของเด็กมากขึ้น ว่ากระบวนการคิดของเด็ก พัฒนาอย่างไร รวมถึงการสัมภาษณ์พูดคุยกับ
ผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ ของเด็กในขณะที่อยู่บ้านด้วย



 

ใบงานความคิดสร้างสรรค์




เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 7

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 7 
ปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆ
สรุปองค์ความรู้

การคิด หมายถึง กระบวนการทํางานของสมองโดยใช้ประสบการณ์มาสัมพันธ์กับสิ่งเร้าและ
สภาพแวดล้อมโดยนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบสังเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลเพื่อให้ได้แนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม

การคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
 เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองเป็นการประมวลความรู้ตลอดจนความรู้สึกที่ สามารถ
ถ่ายทอดผ่านทางการพูด การแสดงท่าทาง และที่สําคัญคือ การคิดของเด็กนั้นเกิดขึ้น ตลอดเวลาแม้ในขณะวาดภาพ เด็กเล็กๆจะเริ่มต้นพัฒนาความสามารถในการเผยแพร่ความรู้สึกที่ ได้รับจากการสืบค้น สามารถอธิบายผลงานจากการเขียนหรือว่าการวาดภาพ การเผยแพร่ความรู้ของ เด็กเล็กๆจะต้องเป็นการแสดงออกด้วยการพูดหรือการวาดภาพซึ่งมีคุณภาพเท่ากับงานเขียน

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็ก
    สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560, หน้า 3-4) ได้กล่าวว่า แนวคิดเกี่ยวกับการ
พัฒนาเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยที่พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลําดับขั้นตอนไปพร้อมทุกด้าน
ประเภทของการคิด
1.ทักษะการคิดพื้นฐาน (Basic Thinking Skills)
2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher ordered/More Complicated
Thinking Skill)

ลักษณะการคิด
ลักษณะการคิด คือ รูปแบบของการคิดที่ประกอบด้วยทักษะการคิดหลาย ๆ ทักษะ ลักษณะการคิด
แต่ละลักษณะประกอบด้วย ทักษะการคิดที่ แตกต่างกันทําให้จุดมุ่งหมายของการ คิดแตกต่างกันไป ลักษณะการคิดได้แก่ การคิดกว้าง การคิดละเอียดลึกซึ้ง การคิดไกล เป็นต้น
1. การคิดคล่องและหลากหลาย
2. การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน
3. การคิดริเริ่ม
4. การคิดละเอียดชัดเจน
5. การคิดอย่างมีเหตุผล
6. การคิดกว้างและรอบคอบ
7. การคิดไกล
8. การคิดลึกซึ้ง
9. การคิดดีคิดถูกทาง

การจัดประสบการณ์ที่สร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
    เด็กปฐมวัยจําเป็นต้องได้รับการสร้างเสริมและพัฒนาการคิด เพราะเป็นการสร้าง ความงอกงามทาง
ปัญญา และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ในการจัด ประสบการณ์เพื่อสร้างเสริม
การคิดให้แก่เด็ก สามารถประยุกต์แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดที่ ได้กล่าวมาข้างต้นได้ดังนี้
    1. จัดประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กและสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเด็ก
    2. ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้คุย สนทนา อภิปรายและ โต้เถียง
    3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม เหมาะสมกับความสามารถ ความสนใจ และ
อายุของเด็ก รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กพูดคุย ซักถามในสิ่งที่ตนสนใจ
    4. เป็นแม่แบบที่ดีผ่านการแสดงออกทางพฤติกรรม เพื่อให้เด็กเห็นว่าครูตื่นเต้น กระตือรือร้น รวมถึง
จัดกิจกรรมให้มีความสนุกสนาน
    5. คํานึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ตน
ประทับใจ เพราะช่วยให้เด็กตระหนักเกี่ยวกับความรู้สึกของตนเอง
    6. ส่งเสริมและให้โอกาสเด็กในการทํางานเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อน เพื่อส่งเสริมความสามารถ การ
ทํางานร่วมกัน การพูดคุย และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่แตกต่างจากตน
    7. เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
    8. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักและยอมรับตนเอง ตลอดจนยอมรับแบบอย่างจากผู้อื่น

หลักการประเมินพัฒนาการด้านทักษะการคิด
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สําคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็น
กระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนํามาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กหรือการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
    1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนําผลมาพัฒนาเด็ก
    2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ําเสมอต่อเนื่องตลอดปี
    3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับกิจกรรมประจําวัน
    4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือ และจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
    5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ ด้าน ไม่
    ควรใช้การทดสอบ

การประเมินความสามารถในการคิด
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระบุว่าสมรรถนะการคิดเป็น
ความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนําไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีสอดแทรกอยู่แล้วในการพัฒนาผู้เรียน ถ้าจะให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด แต่ละลักษณะ ผู้สอนควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ทําให้ครบตามกระบวนการหรือขั้นตอนการคิดนั้น ๆ จึงจะทํา ให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดนั้น ๆ อย่างยั่งยืน สําหรับการประเมินการคิดแต่ละลักษณะ มีแนวในการวัด ความสามารถ ดังนี้
ตัวอย่าง เกณฑ์การประเมินการคิดวิเคราะห์
1. ความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ของเรื่องที่วิเคราะห์
2. ความครบถ้วนของส่วนประกอบ/องค์ประกอบที่แยกแยะจากเรื่องที่วิเคราะห์
3. ความถูกต้องและความชัดเจนของการแสดง/อธิบายรายละเอียดของแต่ละส่วนประกอบ/
องค์ประกอบ
4. ความถูกต้อง/ความเหมาะสมของการจัดความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนประกอบ/องค์ประกอบ

เทคนิควิธีในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านสติปัญญา
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเด็กอย่างไม่เป็นทางการ ใช้รวบรวมพัฒนาการทุกด้าน
การสังเกตเป็น การฟัง และการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ เพื่อทําความเข้าใจ
เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก และเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
2. การสัมภาษณ์ (Interview)
เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน อาจเกิดขึ้นระหว่างครู-เด็ก ครู-ผู้ปกครอง จะได้ผลดีถ้ามี
ความคุ้นเคยกัน มีประโยชน์ในการทําความเข้าใจเด็ก
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก ครูอาจ
สังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการ
เขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น มีความเข้าใจเห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
4. แฟ้มสะสมผลงาน
แฟ้มผลงานเด็กหรือ portfolio ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้
ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ําเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึง
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสํารวจรายการ (Checklists)
- ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร
- สร้างแบบสํารวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ
6. การเขียนบันทึก (Journal)
- เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน อาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษา หรือเฉพาะ
ศูนย์การเรียนหนึ่งๆ
7.สังคมมิติ
เทคนิคหรือวิธีการวัดผลวิธีหนึ่งเพื่อต้องการทราบพัฒนาการทางสังคมของบุคคล การใช้สังคมมิติ
เพื่อการประเมินพัฒนาการทางสังคมของกลุ่ม
8. การใช้แบบทดสอบ (Test)
การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้ พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม /
ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้

ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ






วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 6

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่6
สังคม : การเล่น (ลักษณะการเล่น ระดับขั้นของการเล่น)

สรุปองค์ความรู้

ความหมายของการเล่น                                                                                                                                 การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่น เป็น ประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมนี้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา                                                                                                                 1. การเล่นเป็นการระบายพดังงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ                                                               2. การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการ ทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน                                                                                                  3. การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคล ที่เด็กใกล้ชิด                      4การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น

ทฤษฎีการเล่นของเด็ก                                                                                                                                         การเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสที่จะอธิบายหรีอแสดงออกถึงจุดมุ่งหมาย และความต้องการของ ตนเอง ได้เรียนรู้รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นเรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่นช่วยสร้าง ความสัมพันธ์การอยู่ ร่วมกับผู้อื่นและธรรมชาติรอบตัวเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมการเรียนรู้ ครูจึง ไม่ควรมองข้ามการเล่นของ เด็กและ สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่น แบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎี คือ                                                                                                                                                                         1.ทฤษฎีคลาสสิก (Classic Theories)                                                                                                          2.ทฤษฎีโมเดิร์น (Modern Theory)

บทบาทของครูในการเล่นของเด็ก                                                                                                            ถึงแม้ว่าการเล่นของเด็กจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ด้วยความพึงพอใจและไม่มีจุดมุ่งหมาย ครู ก็ ยังคงมีบทบาทในการเล่นของเด็ก ดังที่ชีฟิลด์และบาร์เบอร์ [Seefeldt & Barbour, 1986] ได้ให้ ข้อเสนอแนะบทบาทของครูไว้ดังต่อไปนี้                                                                                                                                 .ผู้สังเกต [Observe]                                                                                                                                     .ผู้วางแผนหรีอผู้จัดการ [Planner Organizer]                                                                                             .ผู้ให้คำแนะนำ [Supervisor]                                                                                                                        .ผู้ประเมิน [Evoluator]

พัฒนาการเล่นของเด็กปฐมวัย                                                                                                                                 นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น 4 แบบ ดังนี้                                                    1. การเล่นคนเดียว (Solitary Play)เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อทำความรู้จัก และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เด็กขอบเนเดียว อาจจะมีพ่อแม่หรือพี่เลียงอยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ ต้องการเพื่อนเล่น อาจมีการเฝ้าดูคนอื่นๆเล่นและนักเข้าใจว่า ของเล่นของฉันคือของ เล่นของฉัน และของเล่น ของคนอื่นก็เป็นของฉันเช่นกัน เด็กคนอื่นมาเล่นไม่ได้                    2. การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคน เดียว ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นด้วยกัน                                                                                                                                                        3. การเล่นกับเพื่อน (Associative Play)เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเมื่อ อายุประมาณ 4 ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคม เพิ่มขืน เด็กในวัยนี้นักเข้าใจว่าของเล่นฉันคือของฉัน เธอสามารถเล่นได้แต่ต้องคืน ทำให้เด็กเรียนรู้การแบ่งบัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพูดคุยปรึกษากันเล่นกันได้                                        4. การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative Play)พบกันเล่นแบบนี่ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ กติกา รู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผล และการแก้ปัญหาซึ่งไว้ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังคุณธรรมและกติกาทาง สังคมควบคู่ ไปพร้อมกับการเล่น

การเล่นกับพ่อแม่                                                                                                                                                        เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของบ้าน และรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้เล่นกับพ่อแม่ที่คอยตามใจเสมอตัวอย่าง : เล่นต่อบล็อกไม้ ต่อภาพ ให้พ่อวาดรูปตุ๊กตา แล้วให้เจ้าหนูตัดกระดาษ เอามาเล่น สมมติ เป็นคนหรือสิ่งของต่าง ๆ ก็ได้ หรีอลองเอาเก้าอีมาต่อกันแล้วใช้ผ้าห่มคลุม กลายเป็นถ้ำหรือเต็นท์ก็สร้างความ สนุกตื่นเต้นไม่แพ้กัน 

หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก                                                                                                             หลักการประเมินพัฒนาการของเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 มีดังนี้                            1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน                                                                                                       2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง                                                                                            3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก                                                                                        4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น                    5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย

เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม                                                                            การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ที่งใน เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็กการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขืนควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัด ประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก


ภาพการเข้าร่วมกิจกรรมเเละทำเเบบทดสอบ





 




สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียน

  ออกเเบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง                                  1.เเจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนเเต่ละสัปดาห์                 ...