ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา อารีสัณหฉวี (อารีสัณหฉวี. 2535; อ้างงอิงจาก Gardner. 1983) กล่าวว่า เมื่อปี ค.ศ. 1904 ( พ.ศ.2447) ทฤษฎีพหุปัญญาไม่เพียงแต่จะอธิบายถึงลักษณะของปัญญาทั้ง 8 ด้าน เท่านั้นแต่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับปัญญาเหล่านี้คือ 1. คนทุกคนมีปัญญาทั้ง 8 ด้าน เพียงแต่ว่าจะมากน้อยด้านใดคนส่วนใหญ่มักจะมีสูงเพียง 1-2 ด้าน เท่านั้น ส่วนด้านอื่น ๆ จะไม่สูงมากนัก 2. คนทุกคนสามารถพัฒนาปัญญาแต่ละด้านให้สูงขึ้นถึงขั้นระดับที่ใช้การได้ถ้ามีการให้กําลังใจ มีการฝึกฝนอบรมและการได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองรวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย3. ปัญญาด้านต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ยกเว้นกรณีที่มีความพิการทางสมอง4. ปัญญาแต่ละด้านจะมีการแสดงความสามารถหลายอย่าง เช่น บางคนไม่มีความสามารถทางด้านการอ่าน แต่มีความสามารถเล่าเรื่องได้เก่งและใช้ภาษาพูดได้คล่องแคล่ว
แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีพหุปัญญา เมื่อปี ค.ศ.1904 กระทรวงศึกษาในกรุงปารีสได้ให้นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่ออัลเฟรด บิเนท์ (ธีระศักดิ์กอง ทรัพย์, 2543:16 อ้างถึงใน Alfred Binet ) และคณะทำการพัฒนาเครื่องมือ โดยกำหนด นักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการสอบตกเพื่อหาทางแก้ไข จากการพัฒนาเครื่องมือทำให้เกิดแบบทดสอบเซาว์ ปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หลายปีต่อมาจึงแพร่หลายเข้าในสหัสรัฐอเมริกและใช้กันอย่างแพร่หลายจน เป็นที่รู้จักกัน
ประเภทของพหุปัญญา 1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) 2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) 3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) 4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) 5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) 6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence) 7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence) 8. ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) 9. ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)
หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยการบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา การประเมินผลพัฒนาการเด็กหมายถึงการนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุปเพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคลและจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น แบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียน และผลงานต่าง ๆแบบทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า 1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม 1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด 2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน 3.การตีความแปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลักในการบันทึกการสังเกต
หลักในการบันทึกการสังเกต 1.การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง ๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย 2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง 3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น