วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เข้าร่วมกิจกรรมการนำเสนอกลุ่มที่ 11

เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอกลุ่มที่11
 ปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สรุปองค์ความรูั้
ความหมายของพัฒนาการทางด้านสติปัญญา
พัฒนาการทางด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะกระทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยการใช้
สมองได้อย่างบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ วิธีที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญา คือการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ ฝึกให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนด้วยการใช้ของเล่นเสริมด้วยอาหาร และระดับสติปัญญาของเด็กจะวัดได้จากแบบทดสอบทางจิตวิทยา

ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ (mental
processes) ที่เราใช้คิด เรียนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา และสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านภาษา
(Language Development) และพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Development)

ความหมายของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (intellectual skills) นักวิทยาศาสตร์และผู้
ที่นําวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาใช้ในการศึกษาค้นคว้า เสาะหาความรู้และแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีนักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศได้ให้ ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้คล้ายคลึงกันดังนี้
    แอนเดอร์สัน (Anderson, 1978 อ้างถึงใน ชนาพร ธีระกุล, 2541) ได้ให้ความหมายของทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ ความหมายของ
กระบวนการ คือ วิธีทางของกระบวนการในการหาความรู้ กระบวนการนี้ทําให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา
สอดคล้องกับ ปีเตอร์สัน 74 (Perterson, 1978 อ้างถึงใน ยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ, 2544) ซึ่งได้ให้
ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่าหมายถึง การปฏิบัติการสืบเสาะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยการสังเกต การตั้งคําถาม การเปรียบเทียบ การสรุป หลักเกณฑ์ การสื่อความหมาย และการนํไปใช้ซึ่งสอดคล้องกับความหมายในทัศนะ ของยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ (2544 : 12) ที่ได้ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่า หมายถึง ความสามารถที่เกิดจากการปฏิบัติ
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
    วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กอายุ 3 – 6 ขวบ มิได้หมายถึงสาระทางชีววิทยา เคมี กลศาสตร์ แต่เนื้อหา
วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยคือ สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้ การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจําเป็นองค์ความรู้ การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย แต่ขณะเดียวกันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก อายุ 2 – 6 ขวบ ยังเป็นช่วงก่อนปฏิบัติการ(pre – operative stage) เด็กเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (self - centered) และมองสิ่งรอบตัวโดยเน้นที่ตัวของเด็กเอง เด็กจะรับรู้และคิดถ่ายโยงเป็นทิศทางเดียวไม่ซับซ้อน เช่น รู้สี รู้รูปร่าง โดยรู้ทีละอย่าง จะเรียนรู้สองอย่างพร้อมกันไม่ได้ หรือเอามาผนวกกันไม่ได้ ซึ่งการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนเพื่อฝึกเด็กให้บูรณาการข้อความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยให้เด็กรู้จักสังเกต ค้นหา ให้เหตุผล หรือทดลองด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้การเรียนวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยจึงต้องเริ่มจากทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต การค้นคว้าหาคําตอบ การให้เหตุผลตามด้วยการเรียนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กโดยใช้ประสบการณ์จริงและการทดลองปฏิบัติ เช่น การเรียนรู้การเจริญเติบโตของพืชด้วยการทดลองปลูกพืชสังเกตความสูงของพืช และการงอกงามของพืช เป็นต้น

หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
    ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาจากคําว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ หมายถึงความชํานาญ ความคล่องแคล่ว และความแม่นยํา กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้หาความรู้ และหาคําตอบในสิ่งที่สงสัย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุผล ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชํานาญ ความคล่องแคล่ว ความแม่นยําของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาความรู้หรือหาคําตอบ ในสิ่งที่สงสัยในขณะที่มีการค้นคว้าหาความรู้ ตามขั้นตอนของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้ทําการศึกษาค้นคว้าต้องมีการปฏิบัติและฝึกฝนทางความคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สําหรับเด็กปฐมวัย ตามความคิดเห็นของนักการศึกษา พอสรุปได้ว่า ทักษะที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก ปฐมวัยมีดังนี้
1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการจําแนกประเภท
3. ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
4. ทักษะการสื่อความหมาย
5. ทักษะการลงความเห็น
6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา

5.เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม
จากขั้นศึกษาพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การจากขั้นศึกษาพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การสะสมผลงาน และการซักถาม จัดว่าเป็นขั้นศึกษาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงโดยการประเมินขณะปฏิบัติกิจกรรมโดยสังเกตจากผลงาน จากความก้าวหน้าและพัฒนาการของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ
2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม
การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา
การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป จากนั้นสรุปพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามความเป็นจริง จะช่วยให้ครู้จักและเข้าใจเด็กสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็น
3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน
แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตาม
ความสามารถตามวัยหรือไม่ โดยมีลําดับของพัฒนาการจากง่ายไปสู่ยากเมื่อนําความสามารถที่เด็กปฏิบัติได้จริงมาเทียบกับแบบประเมินช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในขั้นใดเหมาะสมกับวัยหรือไม่ โดยไม่ควรนําผลการประเมินของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน ครูต้องมีความรู้และความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สําหรับเด็ก
การจัดประสบการณ์สําหรับเด็กให้เหมาะสมกับธรรมชาติตามวัยความรู้ความสามารถและความสนใจของ
เด็กช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยหลังจากได้บันทึกข้อมูลของเด็กลงในแบบประเมินพัฒนาการแล้วผลการประเมินสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์สําหรับเด็กได้โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
ภาพกาารเข้ากิจกรรม


เเบบทดสอบก่อน


เเบบทดสอบหลัง


 

กิจกรรมน้ำเดินได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียน

  ออกเเบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง                                  1.เเจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนเเต่ละสัปดาห์                 ...